FREITAG คือกระเป๋าที่ทำจากโลกทั้งใบ เพื่อคุณคนเดียว

FREITAG คือแบรนด์กระเป๋าที่ออกตัวอย่างชัดเจนว่ามีแนวคิดเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังมีสไตล์เป็นของตัวเองแบบที่ใครยากจะเลียนแบบ เพราะกระเป๋าทุก ๆ ชิ้นของ FREITAG ล้วนทำมาจากผ้าใบรถบรรทุกและขยะชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่บางคนอาจไม่เห็นค่า แต่ท้ายที่สุดขยะเหล่านั้นก็ถูกชุบชีวิตให้กลับมามีมูลค่ามหาศาล กลายเป็นกระเป๋าใบโปรดของใครสักคน หรืออาจเป็นของขวัญวันเกิดที่ดูดีคู่ควรกับวันพิเศษ

กระเป๋าที่เน้นเรื่องการใช้งาน

ถึงแม้จะเป็นแบรนด์กระเป๋าสไตล์สตรีทสัญชาติสวิสเซอร์แลนด์ แต่ FREITAG เป็นภาษาเยอรมัน ซึ่งถ้าให้อ่านออกเสียงในตอนแรกเลยคงมีงงกันไปบ้าง แต่แท้จริงแล้วคำนี้อ่านว่า ฟราย-ถาก (เน้น ฟร และพยางค์หลังออกเสียงต่ำ) ซึ่งมีความหมายว่า Friday หรือก็คือวันศุกร์นั่นเอง ซึ่งมีที่มาจากนามสกุลของผู้ก่อตั้งอย่าง มาคัส และ ดาเนียล แถมพวกเขายังรู้สึกดีกับวันนี้มากเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับวันอื่น ๆ ในสัปดาห์ เพราะมันเป็นวันสุดท้ายที่จะต้องทำงาน สิ่งสำคัญคือ แบรนด์ FREITAG ไม่ใช่แบรนด์ใหม่แกะกล่องที่เพิ่งทำหลังจากมีกระแสรักษ์โลกเกิดขึ้นมา แต่แนวคิดนำสมัยนี้ก่อให้เกิดแบรนด์กระเป๋าสตรีทนี้ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1993 แล้ว  

FREITAG ถือว่าเป็นแบรนด์แบบ Eco friendly ขนานแท้ เพราะแม้แต่กรรมวิธีในการผลิตก็ยอมที่จะใช้ส่วนที่ต้นทุนสูงกว่าเพื่อลดมลภาวะต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น ใช้แรงงานในยุโรปเพื่อลดมลพิษที่จะเกิดขึ้นระหว่างการขนส่ง ขบวนการรีไซเคิลที่ใช้เงินมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น FREITAG เองก็ไม่ใช่กระเป๋าสไตล์แฟชั่นที่จะเปลี่ยนทุก ๆ คอลเลคชันที่ออกใหม่ พวกเขามองตัวเองเป็นสิ่งล้ำค่าที่ยืนหยัดและเคียงคู่กับผู้ใช้เหมือนทำกระเป๋าให้เพื่อน ดังนั้นเรื่องของความคงทนและขั้นตอนการทำต่าง ๆ กว่าจะได้มาซึ่งกระเป๋าหนึ่งใบนั้น เรียกได้ว่าคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างแน่นอน ถึงแม้เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในประเทศไทยแล้วอาจจะดูแพงไปสักหน่อย แต่ถ้าคุณกำลังมองหาความทนทานกร้านแดดฝนอย่างที่กระเป๋าใบหนึ่งจะให้คุณได้อย่างสุดความสามารถของมัน FREITAG ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ

อีกทั้งปัจจุบัน FREITAG ก็มีร้านอยู่ที่สยามสแควร์ซอยเจ็ด ซึ่งถือว่าเป็นสาขาที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียอีกด้วย ใครมีโอกาสแล้วอยากลองไปดูก็สามารถทำได้เลย ที่สำคัญยังมีอีกสาขาที่เชียงใหม่อีกต่างหาก ถือว่าเข้าถึงง่าย เอื้อต่อการเป็น ชาว F สุด ๆ

ผ้าใบจากรถบรรทุก       

ขยะที่เกิดจากคนทั้งโลกถูกหยิบยกมากลายเป็นวัสดุชิ้นสำคัญของ FREITAG ที่เนรมิตผ้าใบรถบรรทุกและยางจักรยานให้กลายเป็นกระเป๋าใบสำคัญ เหมาะและควรที่จะมีไว้ในครอบครองอย่างไร้ข้อกังขา เพราะ FREITAG ใส่ใจทุกรายละเอียดและขั้นตอนการแปรรูปขยะต่าง ๆ ให้กลายเป็นสิ่งสุดพิเศษ จึงไม่เป็นเรื่องเกินจริงเลยที่ว่าแบรนด์นี้สร้างขึ้นจากโลกทั้งใบเพื่อคุณเพียงคนเดียว เพราะเป็นความจริงเรื่องที่กระเป๋าแต่ละใบมีเพียงใบเดียวบนโลกเท่านั้น

Next in Fashion รายการแฟชั่นที่ไม่ได้มีดีแค่เรื่องเสื้อผ้า

ใครเป็นสาวกเน็ตฟลิกซ์ก็ขอให้ยกมือขึ้น ยิ่งใครที่สาละวนอยู่หน้าเลือกหนัง ไม่รู้ว่าจะดูอะไรดี ก็ขอให้ชูมือสุดแขนเลยทีเดียว เพราะวันนี้เรามีรายการเรียลลิตี้รูปแบบแปลกใหม่มานำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นคนที่อยู่ในกระแสแฟชั่นตลอดเวลา หรือกระทั่งคนที่หยิบอะไรได้ก็ใส่ สามารถสนุกไปกับมันได้อย่างไม่ต้องปวดหัวอะไรนัก เพราะ Next in Fashion ได้น้อยกระดาษร่างภาพและผืนผ้ามาให้เราดูในรูปแบบของรายการการแข่งขันที่ดีไซเนอร์ชื่อดังทั่วโลกให้การยอมรับ

รายการดีที่ควรดู  

Next in Fashion คือรายการที่จะเฟ้นหาสุดยอดนักออกแบบเสื้อผ้าที่มีความสามารถเป็นเลิศในทุกด้าน ทุกสไตล์ของแฟชั่น ซึ่งโจทย์ในแต่ละสัปดาห์ที่ให้มาอยู่ในกรอบของเสื้อผ้าที่กำหนดให้และเวลาที่จำกัดเพียงสองวันเท่านั้น เหล่าดีไซเนอร์มือฉกาจต้องลงแรงออกแบบและตัดเย็บเสื้อผ้าให้ทันตามเวลาที่กำหนด รวมถึงการบรีฟและพูดคุยกับเหล่านางแบบนายแบบทั้งหลายให้สื่อสารคอนเซปของเสื้อผ้าของพวกเขาให้ออกมาชัดเจนและตรงใจกรรมการที่สุด

กติกาคือให้เหล่าดีไซเนอร์จับคู่กันเป็นทีม ทีมละสองคน ให้เกิดการทำงานร่วมกันอย่างสันติและผลงานที่ออกมาเองก็ต้องไร้ที่ติ จุดนี้แหละที่รายการพาให้เราทำความรู้จักไปกับเหล่าผู้เข้าแข่งขันทีละน้อย และเผชิญอุปสรรคไปพร้อม ๆ กับพวกเขา เพื่อดูวิธีแก้ปัญหาของแต่ละทีม ทั้งความไม่ลงรอยกันของเพื่อน ตัดเย็บเสื้อผ้าอย่างเร่งรีบเพราะกำลังจะไม่ทันกำหนดเวลาเดินแบบ หรือกระทั่งอุบัติเหตุที่ทำให้เกิดเลือดตกยางออกจนนึกว่ากำลังดูซีรีส์ฝรั่งสอดแทรกความรู้ด้านแฟชั่นสักเรื่องหนึ่ง

อันที่จริงรายการนี้ค่อนข้างเหมาะกับคนที่สนใจแฟชั่นและอาชีพดีไซเนอร์อยู่พอตัว ต้องการรู้ระบบการทำงานและคลั่งไคล้ศิลปินผู้ออกแบบชุดบางคนที่มีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองแบบเฉพาะทาง หรือคนที่ไม่ได้สนใจแฟชั่นมาก ลำพังในส่วนของการแข่งขันเฉือนคมและดราม่าเล็ก ๆ ที่สอดแทรกไว้ในแต่ละตอนให้พอกลมกล่อมก็มีอิทธิพลมากพอที่จะทำให้ดูจนจบและกดเปิดตอนต่อไปได้ แม้ในปัจจุบันจะมีเพียงแค่หนึ่งซีซั่นเท่านั้น แต่ก็สร้างความเพลิดเพลินให้ผู้ชมไม่น้อย

แฟชั่นที่อยู่ในไลฟ์สไตล์ของเรา

ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ก็สามารถสนุกไปกับ Next in Fashion ได้ง่าย ๆ นั่นเป็นเพราะระบบการแข่งขันที่ถูกใส่เข้ามานับได้ว่าดึงอารมณ์ร่วมของคนดูได้เป็นอย่างดี อีกทั้งคาเรคเตอร์ของพิธีกรและผู้เข้าร่วมการแข่งขันต่างก็มีเอกลักษณ์อย่างน่าสนใจจนเราเองเผลอผูกพันและเอาใจช่วยไปกับพวกเขาเหล่านั้นอย่างไม่รู้ตัว อีกทั้งยังได้เกร็ดความรู้เรื่องเกี่ยวกับแฟชั่นและการแต่งตัวจากเซเลบบริตี้ขื่อดังทางฝั่งโลกของแฟชั่นอีกด้วย เรียกได้ว่างานนี้มีแต่กำไรเน้น ๆ ถ้าใครยังไม่แน่ใจว่าอยากจะดูอะไรดี ขอให้ Next in Fashion ได้กลายเป็นคำตอบที่ถูกเลือกในสักวัน

ไขข้อสงสัย บอกที่มาของรูบิค สี่เหลี่ยมลูกบาศก์เจ้าปัญญา

รูบิคคืออีกหนึ่งของเล่นที่ถ้าใครสามารถบิดกลับมาที่เดิม ตรงสีครบทุกมุมได้ ก็จะถือว่าคนนั้นมีความสามารถทีเดียว ถึงแม้จะมีสูตรต่าง ๆ บอกไว้สำหรับใช้เล่นแล้วก็ตาม แต่ยังไงก็จำเป็นต้องใช้สมองในการขบคิดตามเสมอกับสถานการณ์ด้านของสีที่กำลังเจออยู่ แต่แล้วของเล่นฆ่าเวลาที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกนี้มีที่มาจากไหน ใครพอจะทราบบ้าง

รูบิคมาจากไหน

เป็นอีกครั้งที่ชื่อของสิ่งของ แบรนด์ หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ถูกตั้งตามนามสกุลของผู้คิดค้น เช่นเดียวกันกับ รูบิค ที่มาจากความคิดอันล้ำเลิศของ Erno Rubik เขาคืออาจารย์ไฟแรงที่สอนสถาปนิกชาวฮังการีที่ได้ดิบได้ดีจากการขายของเล่น นับว่าเป็นความสำเร็จในวิชาชีพอย่างหนึ่งเช่นกัน เพราะของเล่นชิ้นนี้ไม่ใช่ของเล่นธรรมดาที่ให้แต่ความเพลิดเพลินเท่านั้น แต่รูบิคกลายเป็นของที่ไว้ใช้พัฒนาทักษะทั้งกับเด็กเองหรือกับผู้ใหญ่ก็ตาม เพราะตั้งแต่แรกเริ่ม รูบิค ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อการสอนเกี่ยวกับเรื่องมิติและพื้นที่เท่านั้น   

ถึงแม้ในช่วงแรกรูบิคจะได้รับการตั้งชื่อจากคุณพ่อของมันเองว่า Magic cube แต่ในภายหลังก็ถูกนำมาจดสิทธิบัตรในชื่อของ รูบิค เอง ให้สมเกียรติกับผู้คิดค้นของเล่นหมุนโลกนี้   

รูบิคคือสื่อที่นำเสนอความคิดอย่างลึกซึ้งผ่านตัวกลางอย่างเจ้าลูกบาศก์ที่ถูกขนานนามว่าเป็นของเล่น จากปากของผู้คิดค้นรูบิคเอง เขาให้ความสำคัญกับกลวิธีในการแก้ปัญหา มากกว่าผลลัพธ์ที่แล้วเสร็จ เพราะอย่างที่รู้กันว่ารูบิคสามารถแกะถอดออกมาแล้วประกอบเองใหม่ได้เลย ซึ่งผลก็อาจจะเหมือนกับการค่อย ๆ หมุนไปทีละด้าน คือการที่ทุกด้านมีสีเสมอกันครบ แต่แล้วจะมีประโยชน์อะไรถ้าระหว่างทาง ตัวผู้เล่นเองไม่ได้ประสบกับการลองแก้ปัญหาดูเลยแม้แต่นิดเดียว และตัว รูบิค เองก็ได้พิสูจน์ตัวตนของมันเองว่าวิธีการแก้ปัญหาไม่ได้มีเพียงแค่ทางเดียว แต่ยังมีหนทางอีกหลากหลายที่จะนำไปสู้ความสำเร็จในการหมุน เช่นนี้เอง รูบิคจึงถูกส่งต่อให้กับเด็ก ๆ ทั่วโลกเพื่อทำความเข้าใจ ฝึกฝนสมาธิและเปิดหัวใจรับวิธีการแก้ไขปัญหาที่แตกต่างกัน จนปัจจุบันแม้ผ่านมาหลายสิบปี รูบิคก็ยังคงได้รับความนิยมอย่างไม่เสื่อมคลาย และมีการจัดแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ระดับโลกอยู่ในทุก ๆ ปี วันนี้หากคุณชื่นชอบรูบิคยังสามารถสนุกได้มากขึ้น ผ่านเล่นเดิมพันสนุก ๆ กับเพื่อนสนิทก็ยังได้

การพัฒนาของรูบิค   

วิวัฒนาการของรูบิคเองก็เป็นที่น่าจับตามองทีเดียว เพราะทุกวันนี้หน้าตาของมันไม่ใช่เจ้าสี่เหลี่ยมลูกบาศก์ทที่มี 6 ด้านขนาด 3 × 3 อีกต่อไป เรามีรูบิคที่ใหญ่ขึ้น กลวิธีการเล่นก็ซับซ้อนยิ่งขึ้น กระทั่งรูปทรงของรูบิคเองก็ไม่ใช่รูปสี่เหลี่ยมอีกต่อไป สิ่งเหล่านี้คือนิมิตรหมายอันดีที่ของเล่นเหล่านี้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตลอด ส่งผลให้เราสามารถคาดหวังกับอนาคตได้ว่าจะมีของเล่นที่พัฒนาจากของเดิมที่เล่นสนุก ฝึกทักษะได้อย่างทรงพลังและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นไปอีก

ทำไมเพื่อน ๆ ถึงยี้ “การพันด้าย” ของนายโนบิ โนบิตะ

โนบิตะคือชื่อของเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่น่าจะมีคนรู้จักเขาเกินครึ่งโลก เป็นต้นแบบแห่ความขี้เกียจ ไม่เอาไหน หนำซ้ำในบางครั้งตัวละครโนบิตะยังมีอาการขี้อิจฉาอย่างออกนอกหน้า แต่สิ่งที่ทำให้เขาเป็นตัวเอกที่ตราตรึงใจของใครหลายคนก็คงจะเป็นเพราะความมีเมตตา และจิตใจดีของเด็กคนนี้เอง ที่สำคัญ โนบิตะยังมีข้อดีอื่น ๆ อีกมาก ทั้งเป็นนักแม่นปืนตัวฉกาจหรืออัจฉริยะทางด้านการพันด้าย ที่ในการ์ตูนเรามักจะเห็นว่าใคร ๆ ก็เบือนหน้าหนี ทั้ง ๆ ที่การพันด้ายก็นับเป็นความสามารถที่น่าสนใจอย่างหนึ่งเชียว

ทำความรู้จักกับ “อายาโทริ”

ต้องเกริ่นก่อนว่าการเล่นพันด้ายในญี่ปุ่นที่รู้จักกันในชื่อ “อายาโทริ” ไม่ใช่การละเล่นไร้สาระแต่อย่างใด เพราะอันที่จริงแล้วมันมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนานและน่าสนใจมากทีเดียว เพราะไม่ใช่เพียงแค่ที่ญี่ปุ่นเท่านั้น แต่การเล่นพันด้ายเป็นที่นิยมแพร่หลายไปทั่วโลก อาจเป็นการละเล่นที่เก่าแก่ที่สุด ตั้งแต่ยุคหินเป็นต้นมา ที่สำคัญคือมีจุดเชื่อมโยงเหมือนกันตรงที่จะเริ่มต้นการเปิดด้ายด้วยท่าตัว A เสมอ

แล้วทำไมทุกคนถึงไม่ใส่ใจความสามารถของโนบิตะในข้อนี้เลย ถึงแม้จะได้การยอมรับว่าเก่งกาจมากเพียงใด แต่การเล่นพันด้ายเมื่อเทียบกับการออกไปวิ่งเล่นอื่น ๆ ของเด็กผู้ชายในเรื่องอย่างมวยปล้ำหรือเบสบอลแล้ว โนบิตะมักถูกหัวเราะเยาะไล่หลังทุกทีไป สาเหตุมาจากในยุคนั้น การเล่นพันด้ายมักเป็นที่นิยมกันในหมู่เด็กหญิง ทำให้คนรู้สึกว่าเป็นการละเล่นที่หน่อมแน้มไม่สมชายชาตรี ไม่มีการใช้พละกำลัง ไม่ต้องอาศัยกล้ามเนื้อเป็นมัด ๆ ในการขยับแขนขา ทั้งที่จริงแล้ว การเล่นพันด้ายนั้นต้องอาศัยการสอดคล้องกันทั้งระบบประสาทนิ้วและสมอง เรียกได้ว่าไม่ใช่การละเล่นหน่อมแน้มอย่างที่ทุกคนคิด

แต่ในปัจจุบันก็เห็นได้ว่าการเล่นพันด้ายยังคงเป็นที่นิยมกัน แม้กระทั่งในหมู่เด็กผู้ชายเองก็ตาม อย่างศิลปินชายหลายท่านก็ได้เล่นการละเล่นพันด้ายนี้ออกสื่ออยู่บ่อยครั้ง เป็นการทะลายกำแพงชั้นยอดที่ว่าพันด้ายเป็นของเล่นสำหรับเด็กผู้หญิงได้เป็นอย่างดี ฉะนั้นแล้วถ้าเป็นในยุคปัจจุบันนี้ โนบิตะเองก็คงได้รับการยกย่องมากกว่าเดิม อาจอัดวีดีโอคลิปของตัวเองที่เล่นพันด้ายจนได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม และได้รู้สึกพึงพอใจในตัวเองบ้างแม้จะทำผลการเรียนออกมาได้ไม่ดีนักก็ตาม

พันด้าย การละเล่นที่เชื่อมคนเข้าด้วยกัน

ในไทยเราเองการละเล่นพันด้ายนี้ก็เป็นที่นิยมกันในหมู่เด็ก ๆ ไม่ใช่น้อย ทั้งเล่นแบบสองคนที่ต้องผลัดกันต่อท่าด้ายไปเรื่อย ๆ เพื่อให้ถึงด่านถัดไป กับการพันด้ายตามนิ้วมือให้ออกมาเป็นรูปร่างอย่างของโนบิตะ นับว่าการเล่นเหล่านี้สามารถกลายเป็นงานอดิเรกที่ฝึกสมองได้เป็นอย่างดีจนน่าตกใจ ชวนให้ฉุกคิดว่าแท้จริงแล้วโนบิตะเองก็มีมันสมองที่ดีทีเดียว และการพันด้ายไม่ใช่การละเล่นแบ่งแยกเพศแต่อย่างใด ไม่ว่าใคร อายุและเพศใด การพันด้ายก็เป็นมิตรกับทุกคน

มวยหมากรุก กีฬาสุดท้าทาย ทั้งสติปัญญาและกำลังกาย

ใครจะไปรู้ว่ากีฬาที่ต้องอาศัยพละกำลังและความเร็วอย่างมวย จะไปประสานเข้ากับกีฬาที่ได้รับขนานนามว่าเป็นสนามรบบนกระดานอย่าง หมากรุก ได้อย่างพอดิบพอดี เรียกได้ว่าคนที่จะลงแข่งกีฬาประเภทนี้ต้องมีความพร้อมทั้งทางด้านกำลังกายและมันสมองเป็นอย่างดีเลยทีเดียว วันนี้เราจึงจะมาเจาะลึกเกี่ยวกับความเป็นมาของ “มวยหมากรุก” ว่าแท้จริงแล้วกีฬาที่แตกต่างกันสุดขั้วทั้งสองนี้ มารวมกลุ่มกันกลายเป็นกีฬาชนิดใหม่ให้เราได้เชียร์กันได้อย่างไร

ที่มาที่ไป         

ก่อนอื่นต้องพูดถึง เอนกี บีลาส เสียก่อน เขาคือนักเขียนการ์ตูนและสร้างภาพยนตร์ท่านหนึ่ง ที่มีเชื้อสายเป็นลูกครึ่งยูโกสลาเวีย-ฝรั่งเศส บุคคลผู้นี้ได้วาดภาพออกมาจากจินตนาการของตนเองออกมาเป็น Froid Équateur หนังสือการ์ตูนแนวไซไฟที่มีการดำเนินเรื้องด้วยการแข่งขัน chess boxing ที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่นี่เอง แน่นอนว่าหนังสือการของเขาก็ได้รับการยอมรับเป็นวงกว้างผ่านทางรางวัลของนิตยสาร Lire ที่มอบไว้ให้ และเป็นภาคที่สามของไตรภาคหนังสือการ์ตูนเล่มหนึ่งของเขา    

หลังจากนั้น อีเป รูปิง ก็นำเอาหลักแนวคิดนี้มาสานต่อให้กลายเป็นจริงขึ้นมา เขาเริ่มจัดการแข่งขันโดยดัดแปลงกติกาจากภายในหนังสือการ์ตูนเล็กน้อย ที่สำคัญตัวเขาเองยังเป็นแชมป์โลกกีฬาประเภทมวยหมากรุกคนแรกในประวัติศาสตร์เมื่อตอนปี ค.ศ. 2013 อีกด้วย สมฉายา “อีเป เดอะโจ๊กเกอร์” เลยทีเดียว

ส่วนกติกาในการเล่นก็คือ จะมีการจัดแข่งมวยและหมากรุกสลับยกกันไป เป็นจำนวนสิบเอ็ดยก เริ่มต้นด้วยการดวลหมากรุกบนกระดานเป็นเวลาสี่นาที แล้วจึงค่อยมาดวลบนสังเวียนมวยกันอีกสามนาที และมีเวลาพักยกในแต่ละครั้งเป็นเวลาหนึ่งนาที เป็นเช่นนี้สลับกันเรื่อย ๆ ซึ่งแตกต่างจากฉบับการ์ตูนตรงที่ ใน Froid Équateur จะแข่งมวยให้ครบจำนวนยกก่อน จากนั้นจึงค่อยแข่งหมากรุกจนล้มกระดานได้ ซึ่งในทางปฏิบัติจริงแล้วฟังดูเป็นไปได้ยาก

ปัจจุบัน กีฬามวยหมากรุกอยู่ในความดูแลของ World Chess Boxing Organisation หรือ WCBO (องค์การมวยหมากรุกโลก) และเป็นที่นิยมอย่างมากในรัสเซีย เยอรมัน อินเดีย และสหราชอาณาจักร แต่ทางฝั่งเอเชียอย่างพวกเรา กีฬามวยหมากรุกก็ยังฟังดูเป็นกีฬาแปลกอยู่ดี ทำเอาอยากจะลองหาหนังสือ Froid Équateur มาลองอ่านดูกันเลยทีเดียว เพราะมันคงสนุกเข้าขั้นจนมีคนนำการแข่งขันภายในนั้นมาเล่นกันจริง ๆ แบบนี้ได้

การเริ่มต้นของกีฬาใหม่ ๆ

เห็นได้ชัดว่ากีฬาใหม่ ๆ อาจเกิดขึ้นได้จากความคิดสร้างสรรค์ของคนบนโลกได้ตลอดเวลา ทุกวันนี้เรามีกีฬาประเภทแปลก ๆ ที่มีการแข่งขันกันอย่างจริงจังมากมาย ไม่ว่าจะเป็น กีตาร์อากาศ แข่งงับขาหมู รวมไปถึงกีฬาอย่างมวยหมากรุกด้วย ที่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่พอสมควรสำหรับคนที่ไม่คุ้นชิน แต่ก็ถือเป็นแนวคิดที่ดี เพราะมีการบูรณาการรอบด้านเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคิด สติปัญญา หรือพละกำลังเองก็ตาม ไม่แน่นะกีฬาแปลก ๆ เหล่านี้อาจจะถูกคาสิโนนำไปบรรจุให้คุณได้เดิมพันบนเว็บไซต์ก็ได้

เมื่อ “สมุดระบายสี” ไม่ใช่ของที่ทำขึ้นสำหรับเด็กอีกต่อไป

ตั้งแต่เด็ก ๆ พวกเราทุกคนคงเคยมีสมุดภาพระบายสีประจำตัวกันสักเล่มสองเล่ม ระบายครบบ้างไม่ครบบ้าง เป็นการบ้านมาให้ระบายสีต่อที่บ้านในตอนอนุบาลบ้าง โตขึ้นมาหน่อยก็ได้วาดเองระบายเองไปเลย แต่ในปัจจุบันวงการการระบายสีได้ขยายตลาดเติบโตไปจนกลายเป็นสิ่งให้ความผ่อนคลายสำหรับผู้ใหญ่ ที่เผชิญเรื่องราวเครียด ๆ มาทั้งวัน ให้ได้ปลดปล่อยสิ่งหนักใจไปกับศิลปะและดินสอสี หลักจากผลจากช่วงเวลาเหล่านั้นมาเป็นเวลานาน

หยิบสีมาระบาย หยิบความเครียดมาปลดปล่อย

งานอดิเรกที่ทั้งเสริมสร้างสมาธิ ผ่อนคลายอารมณ์และความเครียด แถมยังกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ อะไรจะเหมาะเจาะไปมากกว่าสมุดภาพระบายสีสำหรับผู้ใหญ่แบบที่นานมีบุ๊คส์ได้เคลมไว้อีก เพราะนอกจากจะมีหลายเล่มให้ได้เลือกซื้อกันตามอัธยาศัยแล้ว ยังแถมกล่องสีเล็ก ๆ มาด้วยกล่องหนึ่ง เรียกได้ว่าเป็น Starter Pack สำหรับการระบายสีบำบัดกันเลยทีเดียว

อันที่จริงการระบายสีบำบัดนี้เริ่มเป็นที่นิยมในไทยมาได้สักพักแล้ว บางคนก็อาจรู้จักจากใช้แวดวงแบบนี้ได้มั้ยคะของเหล่าอาร์ตติสท์ฝั่งยุโรป หรือบางคนก็เห็นจากตัวละคร ซินดี้ (รับบทโดย IU) ในซีรีส์เกาหลีเรื่อง Producer แม้กระทั่งนักร้องสาวมากความสามารถอย่าง แทยอน Girls’ Generation เองก็ยังระบายสีบำบัดด้วยเหมือนกัน ส่งผลให้ยอดขายของสมุดระบายสีนี้ได้รับผลตอบแทนที่น่าพอใจจนออกเล่มอื่น ๆ ตามมากันอย่างไม่ขาดสายจนถึงทุกวันนี้ อีกทั้งยังมีหลากหลายลายเส้น หลากหลายตีมที่น่าสนใจ น่าหามาระบายเล่นกัน  

ถ้าหากถามว่าทำไมต้องเป็นสมุดสำหรับผู้ใหญ่ มันต่างจากสำหรับเด็กอย่างไร คงต้องตอบว่าอยู่ที่ความซับซ้อนของลาบเส้น เพราะสมุดระบายสีของเด็ก ๆ มักมีพื้นที่สำหรับระบายกว้างมาก ไม่ท้าทายเท่ากับของผู้ใหญ่ที่ลายเส้นซับซ้อนเสียจนเรียกได้ว่ามองนาน ๆ ก็ทำเอาตาลายกันไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว แต่ในความซับซ้อนนี้เองที่ขับความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่สมัยวัยเยาว์ที่ถูกเก็บไว้ในลิ้นชักให้ออกมาโลดแล่นยิ่งกว่าครั้งก่อน หลังจากหลายคนไม่ได้จับดินสอสีกันมานานหลังจบชั้นประถมศึกษา ออกปากเป็นเสียงเดียวกันว่าการระบายสีบำบัดนี้เพลินสุด ๆ และระบายความเครียดออกไปกับสีไม้ได้อย่างน่าประทับใจ

ยังไม่หมดแต่เพียงเท่านั้น เพราะการระบายสีสำหรับผู้ใหญ่บางคนยังเป็นการเสริมสร้างทักษะการระบายสี หรือรื้อคืนอดีตทักษะอันยอดเยี่ยมที่โยนทิ้งไปเมื่อมีภาระหนักขึ้น จนเริ่มมีเวลาก็หลงลืมมันไป ดังนั้นแล้ว สมุดระบายสีเล่มหนึ่งจึงให้อะไรมากกว่าที่เราคิด

กว่าจะระบายเสร็จหนึ่งหน้า

การระบายสีนอกจากจะเสริมสร้างจินตนาการแล้ว ยังสามารถบำบัดความเครียด ฝึกสมาธิ ได้เป็นอย่างดี ด้วยเหตุนี้เองจึงมีคอลเลคชันสมุดภาพระบายสีสำหรับผู้ใหญ่ออกมาให้ได้สะสมกันหลายเล่มด้วยกัน แต่ละเล่มเองก็มีตีมที่แตกต่างกันไป ถ้าได้ระบายหมดทุกหน้าแล้วเก็บไว้คงกลายเป็นความภาคภูมิใจอย่างหนึ่ง เพราะแต่ละหน้าเรียกได้ว่าละเอียดยิบ ฝึกความอดทนไปด้วยในตัว ถ้าระบายเสร็จทุกหน้าก็หายเครียดพอดีกัน ฉะนั้นแล้วถ้าได้ซื้อมาสักเล่ม รับรองว่าระบายกันคุ้มแบบจุใจอย่างแน่นอน

รวม 4 ท่าควงปากกาพื้นฐานแนะนำสำหรับมือใหม่หัดควง

การควงปากกาคืองานอดิเรกสำหรับฝึกสมองบ่มสมาธิเป็นอย่างดี แน่นอนว่ามีกลุ่มคนรักการควงปากกาได้ทำคอมมิวนิตีไว้สำหรับผู้ที่อยู่ในวงการและผู้ที่สนใจโดยเฉพาะ มีคลิปวีดีโอสอนควงอย่างละเอียดในยูทูป มากไปกว่านั้น การควงปากกาถือเป็นศิลปะอีกแขนง เป็นกีฬาการแข่งขันอีกรูปแบบหนึ่งที่ใคร ๆ ก็ต้องชื่นชม เพราะนอกจากจะต้องอาศัยประสาทสัมผัสอันเป็นเลิศแล้ว ความมุมานะ อดทนหมั่นฝึกฝนก็เป็นอีกหนึ่งคุณลักษณะสำหรับคนที่ควงปากกาอย่างเอาจริงเอาจัง

4 ท่าขั้นพื้นฐาน

1. Thumb around

ถือเป็นท่าพื้นฐานที่เราได้เห็นกันบ่อย ๆ เลยทีเดียว เพราะไม่ว่าใครจะเริ่มฝึกควงปากกาแรก ๆ ไอ้เจ้าท่านี้มักจะเป็นตัวเลือกต้น ๆ สำหรับการฝึกเสมอ กลวิธีของมันคือการใช้นิ้วกลางออกแรงผลักให้ปากกาไปหมุนวนอยู่หลังนิ้วโป้งโดยมีการใช้นิ้วชี้คอยประคองไว้ตอนจบ

2. Sonic   

ชื่อนี้ใครหลายคนอาจนึกถึงเจ้าเม่นสายฟ้าตัวสีฟ้าชื่อดัง แท้จริงแล้วท่านี้คือการควงปากกาให้หมุนด้วยแรงส่งของนิ้วนาง เพื่อให้หมุนอยู่บนนิ้วกลาง แล้วจึงค่อยใช้โคนนิ้วโป้งในการสกัดไว้และเหนี่ยวปากกาอีกที

3. Charge

อันที่จริงท่านี้สามารถทำได้นานเท่าที่เหล่า Spinner อยากจะทำ สมกับชื่อ Charge ของเจ้าตัว เพราะแท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่การหนีบปากกาไว้ระหว่างนิ้วกลางและนิ้วนาง แล้วปล่อยให้ความหนักของปากกาเหวี่ยงตัวมันเองหมุนจนเกิดเป็นท่านี้ขึ้นมา

4. Fingerpass

หลายคนก็คงเคยเห็นท่านี้เหมือนกัน เพราะเป็นที่นิยมอยู่พอควร กับการส่งผ่านปากกาที่กำลังหมุนอยู่ผ่านนิ้วทั้งสี่โดยอาศัยแรงผลักจากนิ้วโป้งในช่วงตอนต้น เรียกได้ว่าสามารถทำได้ยาว ๆ ไม่มีจุดสิ้นสุดเหมือนกัน

ทั้งสี่ท่านี้นับเป็นเพียงพื้นฐานของการควงปากกาเท่านั้น เพราะท่าต่าง ๆ ที่มีอยู่นั้นมีมากมายหลากหลาย ซึ่งล้วนแล้วแต่ต้องอาศัยการฝึกฝน ซึ่งทางเว็บไซต์ thaispinner เขาก็ได้รวบรวมจัดตั้งเป็นกลุ่มไว้พูดคุยและศึกษาเกี่ยวกับการควงปากกาไว้ได้อย่างเป็นระบบระเบียบ ดังนั้นแล้วใครที่สนใจการควงปากกาก็สามารถกดเข้าไปเยี่ยมชมและหา tutorial ต่าง ๆ มาดูกันได้เลย นอกจากนี้ ยังมีเซทสำหรับฝึกควงปากกาโดยเฉพาะ หรือ accessory สำหรับแต่งปากกาเพื่อถ่วงดุลในการควงที่เหมาะสมสำหรับแต่ละคนอย่างยิบย่อย ซึ่งก่อนจะตัดสินใจซื้ออะไร ควรดูและศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วน

การควงปากกาในชีวิตประจำวัน

บ่อยครั้งที่พอเริ่มควงปากกาเป็นแล้วจะติดการควงปากกาไปโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็นช่วงกำลังคิดงานเพลิน ๆ เวลาตั้งใจฟังอาจารย์ กระทั่งเวลาทำงาน กลายเป็นว่าการควงปากกานี้ทำให้เรามีสมาธิจดจ่อดีขึ้น และการควงไปเรื่อย ๆ นั้นเองที่เป็นการฝึกฝนอย่างไม่รู้ตัวและไม่รู้สึกว่าต้องฝืนใจในการฝึก ที่สำคัญเมื่อระบบประสาทการขยับนิ้วสัมพันธ์ไปกับระบบสมองแล้ว ก็จะช่วยทำให้เรามีความจำที่ดีขึ้นได้อีกด้วย

เอี๊ยมตัวเก่า ปรับใส่กับเสื้อตัวใหม่ก็กลายเป็นลุคใหม่สุดโดนใจ

ใครว่าเอี๊ยมใส่แล้วเชย ไม่จริง ทุกคนรู้ เอี๊ยมเป็นชุดที่สามารถใส่ได้ตลอด ทุกลุค ไม่ว่าจะเป็นลุคแคชชวลสบาย ๆ ไว้ออกไปเดินเล่น หรือจะแต่งให้น่ารักดูสุภาพไปออกงานที่ไม่เป็นทางการนักก็สามารถทำได้ นอกจากจะสามารถพรางหุ่นได้แล้ว เอี๊ยมยังเป็นชุดที่หาได้ง่าย ได้รับความนิยมตลอด ไม่เคยตกเทรนด์ ที่สำคัญ ยังมีเอี๊ยมหลากหลายสไตล์ที่เหมาะกับสาว ๆ ทุกคนอีกด้วย

เสื้อ 5 ตัวนี้เก็บไว้เลย ได้ใส่แน่

1. เสื้อเอวลอย             

ใครที่กำลังเบื่อ ๆ ลุคแบ๊ว ๆ ของการใส่เอี๊ยมที่มักจะติดตาคนอื่น ๆ บอกได้เลยว่าการมิกซ์แอนด์แมทช์นี้ต้องประสบผลสำเร็จแน่นอน เพราะการใส่เอี๊ยมกับเสื้อเอวลอย นอกจากจะดูแปลกตาน่าสนใจแล้ว ยังทำให้เราดูสดใสซาบซ่าขึ้นอีกด้วยนะ ยิ่งบวกพลังความมั่นใจสดใสของคนใส่แล้ว ใครมองก็ต้องมีเหลียวหลังหันตามกันบ้างล่ะ

2. เสื้อเชิ้ต   

หรือถ้าไม่ถนัดแนวเซ็กซี่มากนัก เสื้อเชิ้ตเองก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะดูสุภาพแล้วยังเท่มาก ๆ อีกต่างหาก มองเผิน ๆ นึกว่าหลุดมาจากฟาร์มเป็นคาวเกิร์ลแสนซน หรือถ้าใส่เป็นเชิ้ตแขนยาวแล้วอากาศร้อนหน่อยก็พับแขนเสื้อขึ้นก็ได้ รับรองว่าดูดีใส่ตอนไหนก็อินแน่นอน

3. เสื้อแขนยาว         

มาถึงอีกมิติหนึ่งของการใส่เชิ้ตที่คุณจะดูแก่นเซี้ยวยิ่งกว่าเดิมเมื่อใส่เอี๊ยมกับเสื้อแขนยาว เป็นการผสมผสานความน่ารักและเท่แบบลงตัว หยอดความซนลงไปหน่อย ๆ เป็นพอใช้ได้ เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งสไตล์ที่ได้รับความนิยมมากทีเดียวกับลุคนี้

4. เสื้อเปิดไหล่     

ถ้ารู้สึกว่าอยากเซ็กซี่แต่ใส่เสื้อเอวลอยแล้วไม่มั่นใจ เสื้อเปิดไหล่ก็เป็นอีกทางเลือกที่สาว ๆ ควรเก็บไว้พิจารณา เพราะนอกจากจะดูเซ็กซี่แล้ว ยังผสมความน่ารักขี้เล่นหน่อย ๆ ไปกับลุคนี้ด้วย ใส่ชุดนี้แล้วยิ้ม ๆ เข้าไว้ รับรองสวยเจิด เกิดทุกคนแน่นอน

5. เสื้อคลุม        

ถ้าต้องการชุดที่ดูเป็นทางการหน่อยก็เหมาะแล้วสำหรับการแมทช์ชุดเอี๊ยม กับเสื้อยืด แล้วจึงสวมทับด้วยเสื้อคลุมอีกที ซึ่งก็แล้วแต่คน จะเป็นคาร์ดิแกนก็ได้ แจ็คเก็ตก็ดี หรือจะเป็นเบลเซอร์ที่ทับด้วยเอี๊ยมกับเสื้อเชิ้ตก็ดูเก๋ไม่ซ้ำใครไปอีกแบบ เรียกได้ว่าสุดแล้วแต่คนใส่จะหามามิกซ์กันได้ เพราะเอี๊ยมใส่กับอะไรก็ดูสวยจริง ๆ

ความสวยที่มาจากความมั่นใจภายใน

ไม่ว่าจะใส่อะไร ข้อสำคัญของการแต่งตัวคือความมั่นใจ เพราะทุกคนมีความสวยในแบบของตัวเอง และยิ่งถ้าบวกเพิ่มความมั่นใจเข้าไปอีก ก็จะกลายเป็นเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ลอกเลียนแบบกันไม่ได้ ดังนั้นไม่ว่าจะใส่เอี๊ยม เดรส กางเกงยีนส์ กางเกงขาสามส่วน หรือกระโปรงชนิดใดก็ตาม ถ้าหากผู้ใส่มีความมั่นใจในตัวเอง ความสวยที่อยู่ในตัวก็จะเปล่งประกายมากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

Episkyros ฟุตบอลยุคกรีกโบราณ ที่มาของศึกลูกหนังในปัจจุบัน

หลายคนคลั่งไคล้กีฬาที่เรียกได้ว่าศึกลูกหนังอาจจะรู้ข้อมูลพื้น ๆ อยู่บ้างแล้วก็จริง แต่ก็อาจมีบางคนที่เพิ่งเข้าวงการแล้วต้องการหาข้อมูลลึกลงไปสำหรับ Episkyros ที่เรียกได้ว่าเป็นต้นตำหรับนักเตะของแท้ที่ส่งตรงมาจากยุคกรีกโบราณอันเป็นแหล่งกำเนิดของหลากหลายสรรพสิ่ง วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับกีฬาลูกกลม ๆ ที่เป็นดั่งชีวิตของใครหลาย ๆ คนกัน ว่ามันมีความพิเศษอย่างไร และแตกต่างจากกีฬาฟุตบอลในปัจจุบันนี้อย่างไรบ้าง

ทำความรู้จักกับ Episkyros        

ถึงแม้จะมีกีฬาที่เกี่ยวกับการใช้เท้าเตะลูกฟุตบอลในสมัยโบราณอยู่มาก แต่ความพิเศษของ Episkyros คือการเล่นแบบระบบทีมเวิร์ค โดยมีผู้เล่นแต่ละฝั่งเป็นจำนวน 12-14 คน ซึ่งใกล้เคียงกับฟุตบอลหรือซอคเกอร์ในปัจจุบันที่มีจำนวนผู้เล่น 11 คนต่อหนึ่งทีม ซึ่งวิธีการเล่นคือส่งผ่านบอลโดยเพื่อนร่วมทีมไปเรื่อย ๆ จนถึงอีกฝั่งของสนาม ซึ่งมีข้อห้ามคือห้ามขัดขวางกัน แต่แน่นอนว่ากีฬาแต่ละประเภทย่อมเป็นไปได้ยากที่จะหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บทั้งหลาย เช่นเดียวกันกับ Episkyros มันจึงกลายเป็นกีฬาที่อันตรายชนิดหนึ่ง

ความพิเศษอีกอย่างหนึ่งที่แตกต่างจากฟุตบอลของ Episkyros คือสามารถใช้มือในการเล่นได้ ด้วยเหตุนี้เองกีฬาชนิดนี้จึงกลายเป็นต้นแบบของกีฬาอีกชนิดหนึ่ง ซึ่งก็คือ รักบี้ นั่นเอง และถึงแม้จะเป็นที่นิยมกันในหมู่ชายหนุ่ม แต่เหล่าหญิงสาวเองก็สามารถเล่นกีฬาชนิดนี้ได้ไม่ต่างกัน โดยมีข้อแม้คือต้องเปลือยกายเล่นเท่านั้น จนกระทั่งฝ่ายโรมันนำมาเล่นใหม่และเปลี่ยนชื่อเสียเป็น Harpastum ซึ่งแปลว่า ถูกหยิบออกไป และมีความรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิม

ปัจจุบันแม้ Episkyros จะดูเป็นกีฬาที่เป็นต้นแบบของกีฬารักบี้มากกว่า แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ากีฬาชนิดนี้เองก็มีเค้าโครงเป็นต้นแบบสืบทอดมาจนกลายเป็นฟุตบอลในทวีปยุโรปอย่างทุกวันนี้ ทั้งนี้ก่อนหน้านี้กีฬารักบี้และฟุตบอลก็ยังไม่ได้แยกจากกัน

กีฬาบอลจากทั่วโลก

บอกได้เลยว่า Episkyros คือกีฬาที่เกือบจะโบราณที่สุด แถมยังน่าแปลกใจที่มีความแพร่หลายสูงมากไปยังที่ต่าง ๆ เช่น ฟุตบอลในสมัยมายาที่เดิมพันด้วยชีวิตเพราะจะถูกนำไปบูชายัญ หรือทางฝั่งตะวันออก จีนเองก็มีการเล่นบอลแบบ Cuju ซึ่งแปลว่า เตะบอล หรือจะทางญี่ปุ่นก็มีการละเล่นเคมาริ ที่มีลักษณะการเล่นที่คล้ายคลึงกัน ใช้เท้าในการเตะบอลเหมือนกัน มีการส่งบอลเข้าโกลด์แบบคล้าย ๆ กัน เช่นเดียวกันกับประเทศไทยที่มีกีฬาตะกร้อลอดห่วงมาแต่ช้านาน จนเรียกได้ว่าที่หลาย ๆ ประเทศมีจุดรวมใจกันที่กีฬาฟุตบอลก็อาจจะเป็นเพราะมีพื้นเพดั้งเดิมที่คล้ายคลึงกันนั่นเอง ด้วยเหตุนี้ ผู้คนทั่วโลกจึงอินไปกับกีฬาอย่างฟุตบอลมากเป็นพิเศษ ทั้งจากการแข่งขันที่ดุเดือด และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของแต่ละทีมที่เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งจุดขายของฟุตบอลเลยทีเดียว

เครดิตภาพ: https://images.app.goo.gl/5fqb84DjNsh4hSfY6

5 อนิเมะที่เกี่ยวกับกีฬาแบบที่เราไม่ค่อยเคยเห็น

ใคร ๆ ก็น่าจะต้องเคยดูอนิเมะด้วยกันสักครั้งในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นดราก้อนบอล โดราเอมอน หรืออนิเมะกีฬากระแสหลักเกี่ยวกับกีฬาอย่างสแลมดังก์ ทุกอย่างล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจากจินตนาการของอาจารย์ผู้สรรค์สร้างทั้งสิ้น วันนี้เราจึงจะพามาดูว่าขอบเขตของจินตนาการที่ว่าไม่มีที่สิ้นสุดนั้น เมื่อเอามาผสมกับเรื่องของกีฬา จะออกมาเป็นอนิเมะเรื่องใดบ้าง แน่นอนว่าต้องไม่ใช่กีฬาที่เป็นที่นิยมอยู่แล้วอย่าง ฟุตบอล บาสเกตบอล วอลเล่ย์บอล เพราะเราจะมาดูกันว่าการ์ตูนอนิเมะจะสามารถชูความแปลกของกีฬาให้ออกมาได้น่าสนใจมากเพียงใด

5 เรื่องนี้ ควรดู  

1. Chihayafuru
หลายคนอาจเคยเห็นอนิเมะเรื่องฮิคารุเซียนโกะกันมาบ้างแล้ว นับเป็นประวัติศาสตร์ที่ทำให้คนสนใจการเล่นโกะมากขึ้น เช่นเดียวกันกับ Chihayafuru ที่มีความเป็นญี่ปุ่นอยู่สูงมาก เพราะกีฬาที่เล่นกันในเรื่องนี้ก็คือ ไพ่คารุตะ ที่มีความเกี่ยวเนื่องไปในเรื่องของบทกวี และได้จุดประกายความนิยมเกี่ยวกับไพ่คารุตะมานานนับสิบปี

2. Dumbbell Nan-Kilo Moteru?

แค่ดูชื่อก็เดาได้ไม่ยากแล้วว่าเป็นอนิเมะเกี่ยวกับการยกดัมเบล หรือก็คือยกเวทนั่นเอง น้อยเรื่องนักที่จะหยิบยกเรื่องของการผสมผสานสาวน้อยน่ารักกับกีฬาที่ใช้กล้ามเนื้ออย่างหนักหน่วงออกมา และอนิเมะเรื่องนี้เองก็ประสบความสำเร็จทั้งในด้านการส่งเสริมการออกกำลังกายและความสนุกของเนื้อเรื่องที่เสพง่าย เข้าถึงทุกคน              

3. Kaze ga Tsuyoku Fuiteiru

ถึงแม้ว่ากีฬาวิ่งมาราธอนจะเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วในสากลโลก แต่น้อยครั้งที่เราจะเห็นว่าการวิ่งมาราธอนจะถูกหยิบมาเล่าในมุมมองของสื่อบันเทิง อย่างที่อนิเมะเรื่องนี้ได้ทำไว้ ด้วยเรื่องราวที่เกี่ยวกับชมรมวิ่งระยะไกลในมหาวิทยาลัยกับกลิ่นอายของวัยรุ่นและความฝันได้ถูกร้อยเรียงไว้อย่างดี

4. Bamboo Blade

ฤทธิ์ของดาบไม้ไผ่ รุนแรงเกินจะต้านไหว เมื่อครูฝึกเคยโด้ต้องฟอร์มทีมเคนโด้จากนักเรียนหญิงภายในโรงเรียน ในเรื่องของเคนโด้ ต้องขอบอกว่าเรื่องนี้เน้นความเรียลเป็นหลัก ไม่ได้มีท่าออกพลังแฟนตาซี ทำให้ได้รับความรู้และอรรถรสไปแบบเต็ม ๆ

5. Cheer Danshi!!

มีแต่นักกีฬาแล้วจะขาดเชียร์ลีดเดอร์ไปคงไม่ได้ อนิเมะเรื่องนี้คือการเล่าเรื่องของทีมเชียร์ลีดเดอร์ชายล้วนในระดับมหาวิทยาลัยที่เน้นเรื่องการฝึกซ้อมและท่าทางที่พร้อมเพรียงหนักแน่นให้สมกับศักดิ์ศรีทีมเชียร์ลีดเดอร์

อนิเมะ สื่อสร้างสังคม

ต้องยอมรับเลยว่าอนิเมะที่มีอิทธิพลมาก ๆ ย่อมส่งผลต่อความนิยมของกีฬานั้น ๆ ในพื้นที่ที่ได้รับความนิยม เป็นต้นว่ากัปตันซึบาสะกับความคลั่งฟุตบอลของชาวญี่ปุ่น ไฮคิวที่เป็นกีฬาบาสเกตบอลก็ส่งผลให้เด็ก ๆ หลายคนลุกขึ้นมาเลี้ยงลูกชู้ตแป้นไม่ต่างจากสแลมดังก์ในสมัยก่อน ดังนั้นแล้วเรื่องการชี้นำสังคมผ่านทางการ์ตูนอนิเมะก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่แต่อย่างใด ต้องขอขอบคุณจินตนาการของผู้แต่งทั้งหลายที่ทำให้กีฬาแปลก ๆ ได้มีพื้นที่สู่สายตาของเด็กหลาย ๆ คน รวมถึงได้เปิดโลกกว้างให้กับผู้ใหญ่ที่ได้ดูอนิเมะไม่ว่าเรื่องไหนก็ตาม